วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2555
ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารบนอินเตอร์เน็ต
การสื่อสารข้อมูลบนคอมพิวเตอร์ หมายถึง การโอนถ่ายหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ต้นทาง กับคอมพิวเตอร์ปลายทาง โดยในการโอนถ่ายหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลนี้ จำเป็นที่จะต้องมีการอาศัยภาษากลางในการสื่อความหมายระหว่างกันเพื่อให้เกิดเป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลให้การสื่อสารระหว่างกันภายในเครือข่ายได้อย่างรวมแล้วและมีประสิทธิภาพ โดยทั่วๆ ไปแล้วเรียกว่า Protocol เป็นเช่นนี้จะเห็นได้ว่า Protocol นั้นหมายถึง มาตรฐานทางด้านภาษาสื่อสารในการที่จะควบคุมการรับส่งข้อมูลระหว่างต้นทางและปลายทาง สำหรับการสื่อสารบนอินเทอร์เน็ตนั้นได้ใช้ Protocol ที่มีชื่อว่า TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet Protocol) เป็นโปรโตคอลมาตรฐานในการสื่อสารบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต อันเกิดจากมาตรฐาน 2 แบบ คือ TCP มีหน้าที่ในการแบ่งข้อมูลออกเป็นส่วนย่อยๆ ซึ่งเรียกว่า Packet ที่มีขนาดเล็กกว่า 1,500 ตัวอักษร และทำหน้าที่ประกอบข้อมูลที่แบ่งย่อยออกมาเหล่านี้ในฝั่งของปลายทางที่รับข้อมูล ส่วน IPนั้นทำหน้าที่ในการกำหนดเส้นทางของการสื่อสารจากต้นทางไปยังปลายทาง
ความหมายและลักษณะของ URL
ความหมายและลักษณะของ URL
URL เป็นตัว Link เพื่อเชื่อมโยง Web Page เข้าด้วยกันนั้นจะต้องใช้ URL (Uniform Resource Locator) เป็นเลขทะเบียนอ้างอิงตำแหน่ง (Address) โดยในแต่ละ Web Page จะต้องมี URL เพื่อใช้อ้างอิงตำแหน่งที่เป็นของตนเองซึ่งตำแหน่งของ URL Address นั้นจะไม่เหมือนกัน
ตัวอย่างและความหมายของ URL
http://www.chaiyo.com/path/index.html
“http” : เป็นส่วนที่ใช้ระบุประเภท Protocol ซึ่งในที่นี้กำหนด Protocol คือ HTTP และนอกจาก protocol http สำหรับ www แล้วยังมี ftp,gophers,wais,telnet,news เป็นต้น
www.chaiyo.com : ส่วนนี้เป็นตัวเลข 4 ชุดที่ใช้ระบุตำแหน่งของ Internet Sever และเรียกชุดของตัวเลขนี้ว่า IP Address เช่น 163.12.135.7 แต่ทั้งนี้ในการเขียน URL ปกติจะไม่เขียนเลขชุดเหล่านี้เนื่องจากจำยากจึงมีการนำเอาข้อความมาแทน เช่น www.Chaiyo.com แต่ในการ
ตัวอย่างและความหมายของ URL
http://www.chaiyo.com/path/index.html
“http” : เป็นส่วนที่ใช้ระบุประเภท Protocol ซึ่งในที่นี้กำหนด Protocol คือ HTTP และนอกจาก protocol http สำหรับ www แล้วยังมี ftp,gophers,wais,telnet,news เป็นต้น
www.chaiyo.com : ส่วนนี้เป็นตัวเลข 4 ชุดที่ใช้ระบุตำแหน่งของ Internet Sever และเรียกชุดของตัวเลขนี้ว่า IP Address เช่น 163.12.135.7 แต่ทั้งนี้ในการเขียน URL ปกติจะไม่เขียนเลขชุดเหล่านี้เนื่องจากจำยากจึงมีการนำเอาข้อความมาแทน เช่น www.Chaiyo.com แต่ในการ
ประวัติความเป็นมาของ Domain Name
ความเป็นมาของโดเมนเนม ( Domain name)
อินเทอร์เน็ต (Internat ) เริ่มต้นมาจากโครงการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการศึกษาและระบบเครือข่ายที่รู้จักกันดีในนามของโครงการ “ARPANET” ซึ่งระบบที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้งานตรงนี้ก็คือ TCP/IP (Transmission Control Protocal/Internet Protocol) โดยใช้ระบบปฏิบัติการ IUNIX ซึ่งช่วยให้การเชื่อมโยงสื่อสารผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้รับความสนใจจากคนทั่วโลก
ในระยะแรก การใช้งานในอินเทอร์เน็ตไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไรนัก เพราะเครื่องที่อยู่ในเครือข่ายมีไม่มาก แต่ต่อมาเมื่อมีคนสนใจและมีเครือข่ายการใช้งานที่กว้างมากขึ้น ก็เลยทำให้เกิดความต้องการในการใช้ชื่อที่ง่ายและไม่ซับซ้อน จำง่าย แทนที่จะใช้ในลักษณะของ IP Address ซึ่งเป็นชุดตัวเลขที่ใช้อยู่ซึ่งทำให้เกิดการศึกษาและค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องของ “Name Server” ขึ้นมาครั้งแรก ทำให้ผู้ใช้งานไม่ต้องรู้จัก และนี่ก็คือต้นกำเนิดของการใช้โดเมนเนมในปัจจุบันและหลังจากนั้นไม่นาน Domain Name System (DNS) ชุดแรกที่ถูกนำออกมาให้ทุกคนได้ใช้งานมีอยู่ด้วยกัน 5 แบบ โดยเราสามารถแยกความแตกต่างของโดเมนเนมได้จากตัวอักษรที่ต่อจากชื่อ เช่น www. « « « .com หรือ www. « « « .net หรือ www. « « « .org ระยะแรกนี้การจดโดเมนเนมจะทำได้โดยไม่ต้องเสียเงิน โดยมี IANA เป็นผู้ดูแล แต่ระยะหลังเมื่อทาง IANA และ NSF (National Science Foundation) ได้ร่วมกันจัดตั้ง InterNIC ขึ้นมา เริ่มมีการคิดค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนตามมา 100 USD ใน 2 ปีแรกของระยะแรกและลดลงมาเป็น 70 USD โดยมี ICANN หรือ Internet Corporation for Assigned Names and Numbers ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นมา จากความร่วมมือของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั้งหลายในการเป็นผู้คอยดูแลและจัดการเรื่องเกี่ยวกับโดเมนเนม การจัดการเรื่องของ IP Address การดูแลโปรโตรคอลและรวมไปถึงการจัดการเกี่ยวกับ Server System ด้วย
ทั้งนี้ทั้งนั้น ยุคแรกๆ ของโดเมนเนมน้นมีการกำหนดสกุลไม่มากนัก ต่อมาปัจจุบัน หลังจาที่มีการยึดครองโดเมนเนมหลักๆ ไปเป็นของ Internic.net อย่างเดียวแล้ว ก็เกิดการฟ้องร้องกันระหว่างรัฐกับบริษัท Netword Solution จำกัด ว่าใครจะได้เป็นเจ้าของโดเมนเนม ซึ่งผลได้ประกาศออกมากลางเดือนมีนาคม 2542 ว่า “ ให้บริษัทใดก็ได้สามารถบริหารชื่อเป็นของตัวเองได้”
ในระยะแรก การใช้งานในอินเทอร์เน็ตไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไรนัก เพราะเครื่องที่อยู่ในเครือข่ายมีไม่มาก แต่ต่อมาเมื่อมีคนสนใจและมีเครือข่ายการใช้งานที่กว้างมากขึ้น ก็เลยทำให้เกิดความต้องการในการใช้ชื่อที่ง่ายและไม่ซับซ้อน จำง่าย แทนที่จะใช้ในลักษณะของ IP Address ซึ่งเป็นชุดตัวเลขที่ใช้อยู่ซึ่งทำให้เกิดการศึกษาและค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องของ “Name Server” ขึ้นมาครั้งแรก ทำให้ผู้ใช้งานไม่ต้องรู้จัก และนี่ก็คือต้นกำเนิดของการใช้โดเมนเนมในปัจจุบันและหลังจากนั้นไม่นาน Domain Name System (DNS) ชุดแรกที่ถูกนำออกมาให้ทุกคนได้ใช้งานมีอยู่ด้วยกัน 5 แบบ โดยเราสามารถแยกความแตกต่างของโดเมนเนมได้จากตัวอักษรที่ต่อจากชื่อ เช่น www. « « « .com หรือ www. « « « .net หรือ www. « « « .org ระยะแรกนี้การจดโดเมนเนมจะทำได้โดยไม่ต้องเสียเงิน โดยมี IANA เป็นผู้ดูแล แต่ระยะหลังเมื่อทาง IANA และ NSF (National Science Foundation) ได้ร่วมกันจัดตั้ง InterNIC ขึ้นมา เริ่มมีการคิดค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนตามมา 100 USD ใน 2 ปีแรกของระยะแรกและลดลงมาเป็น 70 USD โดยมี ICANN หรือ Internet Corporation for Assigned Names and Numbers ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นมา จากความร่วมมือของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั้งหลายในการเป็นผู้คอยดูแลและจัดการเรื่องเกี่ยวกับโดเมนเนม การจัดการเรื่องของ IP Address การดูแลโปรโตรคอลและรวมไปถึงการจัดการเกี่ยวกับ Server System ด้วย
ทั้งนี้ทั้งนั้น ยุคแรกๆ ของโดเมนเนมน้นมีการกำหนดสกุลไม่มากนัก ต่อมาปัจจุบัน หลังจาที่มีการยึดครองโดเมนเนมหลักๆ ไปเป็นของ Internic.net อย่างเดียวแล้ว ก็เกิดการฟ้องร้องกันระหว่างรัฐกับบริษัท Netword Solution จำกัด ว่าใครจะได้เป็นเจ้าของโดเมนเนม ซึ่งผลได้ประกาศออกมากลางเดือนมีนาคม 2542 ว่า “ ให้บริษัทใดก็ได้สามารถบริหารชื่อเป็นของตัวเองได้”
วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2555
ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารบนอินเทอร์เน็ต (TCP/IP )
การสื่อสารข้อมูลบนคอมพิวเตอร์ หมายถึง การโอนถ่ายหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ต้นทาง กับคอมพิวเตอร์ปลายทาง โดยในการโอนถ่ายหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลนี้ จำเป็นที่จะต้องมีการอาศัยภาษากลางในการสื่อความหมายระหว่างกันเพื่อให้เกิดเป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลให้การสื่อสารระหว่างกันภายในเครือข่ายได้อย่างรวมแล้วและมีประสิทธิภาพ โดยทั่วๆ ไปแล้วเรียกว่า Protocol เป็นเช่นนี้จะเห็นได้ว่า Protocol นั้นหมายถึง มาตรฐานทางด้านภาษาสื่อสารในการที่จะควบคุมการรับส่งข้อมูลระหว่างต้นทางและปลายทาง สำหรับการสื่อสารบนอินเทอร์เน็ตนั้นได้ใช้ Protocol ที่มีชื่อว่า TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet Protocol) เป็นโปรโตคอลมาตรฐานในการสื่อสารบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต อันเกิดจากมาตรฐาน 2 แบบ คือ TCP มีหน้าที่ในการแบ่งข้อมูลออกเป็นส่วนย่อยๆ ซึ่งเรียกว่า Packet ที่มีขนาดเล็กกว่า 1,500 ตัวอักษร และทำหน้าที่ประกอบข้อมูลที่แบ่งย่อยออกมาเหล่านี้ในฝั่งของปลายทางที่รับข้อมูล ส่วน IPนั้นทำหน้าที่ในการกำหนดเส้นทางของการสื่อสารจากต้นทางไปยังปลายทาง
วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2554
ประโยชน์ของblog ในการจัดการองค์กร
ใช้เป็นเครื่องมือสร้างความรู้
เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ความรู้
ใช้เป็นเครื่องมือแลกเปลี่ยนความรู้
การเขียน blog สำหรับบันทึกเล่าเรื่องราว ข่าวสาร ความรู้ และประสบการณ์ต่างๆ ในสิ่งที่ผู้เล่าสนใจ เป็นการถ่ายทอดสิ่งที่ถูกบันทึกไว้ในสมองลงสู่ตัวหนังสือ การเขียนต้อง มีอิสระทางความคิดในรูปแบบที่เป็นตัวของตัวเอง จะช่วยอำนวยให้การดึงเอาความรู้ฝังลึกถูกแสดงออกมาได้โดยไม่ยากนัก
ความเป็นผู้รู้ของตนเอง หรือผู้เล่าบางท่านอาจตระหนักรู้อยู่ว่าตนเองมีความรู้นี้อยู่ แต่ความรู้ไม่เคยได้ถูกเรียบเรียงหาเหตุผลสนับสนุนต่อยอดความถูกต้องของความรู้นี้ ได้โยงความสัมพันธ์ของเรื่องเล่าของตนเองและสร้างความน่าเชื่อถือและ ความถูกต้องของความรู้ฝังลึกให้เกิดขึ้นได้
การเขียน blog อยู่เป็นประจำก็สามารถนำมาสู่การสร้างขุมความรู้ (Knowledge Assets) อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ การเก็บรวบรวมและการแก้ไขหรือเพิ่มเติมความรู้ก็ทำได้โดย สะดวกรวดเร็ว ส่วนระบบ blog ที่เป็นแบบชุมชน เช่น GotoKnow.org จะยิ่งช่วยทำให้ขุมความรู้ถูกร่วมมือกันสร้างขึ้นได้อย่างรวดเร็ว กลายเป็นขุมความรู้ที่เชื่อมโยง (ผู้เขียนมีปัญหากับการใช้งานในเว็บ gotoknow.org จึงไม่ได้ใช้บริการ KM blog ที่นี่ ซึ่งน่าจะเป็นแหล่ง KM blog ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย)
การเขียน blog จะอนุญาตให้ผู้อ่านสามารถแสดงความคิดเห็นต่อความรู้ที่ผู้เขียนถ่ายทอดลงไปใน blog และผู้เขียนได้เขียนโต้ตอบต่อความคิดเห็นนั้นๆ ไปๆ มาๆ ในลักษณะของการสนทนาเพื่อหาความแตกฉานในตัวความรู้ ถือได้ว่าเป็นการร่วมกันสกัดความรู้ฝังลึกได้อย่างดี
วิธีในการเขียนบล็อคให้น่าสนใจและดึงดูดใน 10 วิธี
1.เขียนโพสต์ที่มีเนื้อหาต่อเนื่องจากโพสต์ที่ได้รับความ นิยม
เช่น ถ้าเราเขียนโพสต์เกี่ยวกับ 10 วิธี การเป็นนักวาดที่ดี แล้วโพสต์นั้นขึ้นหน้าฮ็อตโพสต์
เราอาจจะเขียนไอเดียที่ต่อเนื่องจากโพสต์นั้น เช่น 10 วิธี หาไอเดียในการวาด
บางคนไม่รู้ว่า เขียนยังไง บล็อคถึงจะได้ขึ้นหน้าฮ็อต
บางคนก็ไม่ได้สนใจว่าบล็อคจะขึ้นหน้าฮ็อตหรือเปล่า
แต่อยากจะบอกว่า การได้ขึ้นหน้าแรกนั้น เป็นเรื่องที่ดีมาก ต่อตัวคุณและผู้อ่าน
เพราะว่า มันแสดงให้เห็นว่า โพสต์ของคุณ มีคุณภาพ และ น่าสนใจจริงๆ
และมันอาจจะเป็นบันไดก้าวแรกในการที่จะเป็นนักเขียนก็ได้
ที่จริง เคยเขียนบล็อคไปแล้วว่า ทำยังไง เอนทรี่ถึงจะได้ขึ้นหน้าแรก
วิธีง่ายๆ คือ เขียนในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นตัวคุณ เป็นสิ่งที่คุณสนใจ และมีประโยชน์
คุณไม่จำเป็นต้องเก่งทุกเรื่อง เพียงแต่คุณต้องรู้ niche ของตัวเอง
คือมีเนื้อหาที่คุณสนใจ และสามารถเขียนได้ดี โดยมีไอเดียในการเขียนได้เรื่อยๆ
เช่น ถ้าเราเขียนโพสต์เกี่ยวกับ 10 วิธี การเป็นนักวาดที่ดี แล้วโพสต์นั้นขึ้นหน้าฮ็อตโพสต์
เราอาจจะเขียนไอเดียที่ต่อเนื่องจากโพสต์นั้น เช่น 10 วิธี หาไอเดียในการวาด
บางคนไม่รู้ว่า เขียนยังไง บล็อคถึงจะได้ขึ้นหน้าฮ็อต
บางคนก็ไม่ได้สนใจว่าบล็อคจะขึ้นหน้าฮ็อตหรือเปล่า
แต่อยากจะบอกว่า การได้ขึ้นหน้าแรกนั้น เป็นเรื่องที่ดีมาก ต่อตัวคุณและผู้อ่าน
เพราะว่า มันแสดงให้เห็นว่า โพสต์ของคุณ มีคุณภาพ และ น่าสนใจจริงๆ
และมันอาจจะเป็นบันไดก้าวแรกในการที่จะเป็นนักเขียนก็ได้
ที่จริง เคยเขียนบล็อคไปแล้วว่า ทำยังไง เอนทรี่ถึงจะได้ขึ้นหน้าแรก
วิธีง่ายๆ คือ เขียนในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นตัวคุณ เป็นสิ่งที่คุณสนใจ และมีประโยชน์
คุณไม่จำเป็นต้องเก่งทุกเรื่อง เพียงแต่คุณต้องรู้ niche ของตัวเอง
คือมีเนื้อหาที่คุณสนใจ และสามารถเขียนได้ดี โดยมีไอเดียในการเขียนได้เรื่อยๆ
2.เขียนในสิ่งที่เป็นเคล็ดลับ
อะไรก็ได้ที่เป็นเคล็ดลับ ผู้อ่านจะชอบเป็นพิเศษ และให้ความสนใจ
เ่ช่น วิธีการปรุงเห็ดย่างให้อร่อยเป็นพิเศษ,วิธีการวาดตา,วิธีลงสีผม,วิธีแต่ง หน้า,วิธีการดูแลรักษาผิว
ก็คือ เขียนในเรื่องที่คุณถนัดเป็นพิเศษจนมีเคล็ดลับส่วนตัว
อะไรก็ได้ที่เป็นเคล็ดลับ ผู้อ่านจะชอบเป็นพิเศษ และให้ความสนใจ
เ่ช่น วิธีการปรุงเห็ดย่างให้อร่อยเป็นพิเศษ,วิธีการวาดตา,วิธีลงสีผม,วิธีแต่ง หน้า,วิธีการดูแลรักษาผิว
ก็คือ เขียนในเรื่องที่คุณถนัดเป็นพิเศษจนมีเคล็ดลับส่วนตัว
3.สัมภาษณ์คนที่น่าสนใจ และ อยู่ในวงการเดียวกัน ลงบล็อคเคยเป็นคนที่ถูกสัมภาษณ์ เลยรู้ว่าวิธีนี้ก็ได้ผล เพราะว่า การสัมภาษณ์นั้น
ถ้าเป็นคำถามที่น่าสนใจ จะสามารถดึงดูดผู้อ่านให้อ่านได้ดี
ถ้าเป็นคำถามที่น่าสนใจ จะสามารถดึงดูดผู้อ่านให้อ่านได้ดี
4.บ่น(rant)
อันนี้ต้องระวัง เพราะไม่ใช่ทุกคนทีจะเขียนบล็อคบ่นแล้วดี
บางคนอาจจะมองว่า เอ๊ะ บ่นยังไงคนจะรำคาญไหม
บางที หัวข้อในการบ่นนั้น สามารถดึงดูดผู้อ่านและน่าสนใจได้เหมือนกัน
ถ้าเราเลือกให้ดียกตัวอย่างที่เราเคยอ่้านมา
คนต่างประเทศ เป็นอาร์ติสท์ที่มีชื่อในระดับหนึ่ง
เขาบ่นลงบล็อคว่า "ฉันต้องการที่จะเป็นคนธรรมดา ที่มีชีวิตจิตใจ และสามารถบ่นได้ ไม่พอใจ และมีอารมณ์มากกว่าคนที่ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ" บางที หัวข้อในการบ่น ก็ทำให้เราได้คิดว่า
ก็จริงนะ เพราะว่าคนที่มีอารมณ์และเขียนบ่นลงบล็อค
ดูจะเป็นคนธรรมดาและเข้าถึงได้มากกว่า
ดูน่าสนใจ น่าติดตามมากกว่า่ และต้องระวังไม่ใช่คิดว่าจะเขียนบ่นเพื่อดึงดูดคนอ่านอย่างเดียว
เพราะบางทีผลเสียอาจจะตามมาก็ได้ ถ้าจะบ่นให้น่าสนใจ ควรจะมีประเด็นในการเขียน
มากกว่าจะบ่นไปเรื่อยๆ
อันนี้ต้องระวัง เพราะไม่ใช่ทุกคนทีจะเขียนบล็อคบ่นแล้วดี
บางคนอาจจะมองว่า เอ๊ะ บ่นยังไงคนจะรำคาญไหม
บางที หัวข้อในการบ่นนั้น สามารถดึงดูดผู้อ่านและน่าสนใจได้เหมือนกัน
ถ้าเราเลือกให้ดียกตัวอย่างที่เราเคยอ่้านมา
คนต่างประเทศ เป็นอาร์ติสท์ที่มีชื่อในระดับหนึ่ง
เขาบ่นลงบล็อคว่า "ฉันต้องการที่จะเป็นคนธรรมดา ที่มีชีวิตจิตใจ และสามารถบ่นได้ ไม่พอใจ และมีอารมณ์มากกว่าคนที่ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ" บางที หัวข้อในการบ่น ก็ทำให้เราได้คิดว่า
ก็จริงนะ เพราะว่าคนที่มีอารมณ์และเขียนบ่นลงบล็อค
ดูจะเป็นคนธรรมดาและเข้าถึงได้มากกว่า
ดูน่าสนใจ น่าติดตามมากกว่า่ และต้องระวังไม่ใช่คิดว่าจะเขียนบ่นเพื่อดึงดูดคนอ่านอย่างเดียว
เพราะบางทีผลเสียอาจจะตามมาก็ได้ ถ้าจะบ่นให้น่าสนใจ ควรจะมีประเด็นในการเขียน
มากกว่าจะบ่นไปเรื่อยๆ
5.link bait
เขียนหัวข้อที่น่าสนใจต่อการลิงค์ หรือ retweet
ส่วนมากก็คือ เขียนในสิ่งที่ unique คือ ไม่เหมือนใคร ยังไม่เคยมีใครเขียนในภาษาของเรา
หรือเขียนในสิ่งที่ทำให้คนขำหรือช็อคเวลาได้อ่่าน
เขียนหัวข้อที่น่าสนใจต่อการลิงค์ หรือ retweet
ส่วนมากก็คือ เขียนในสิ่งที่ unique คือ ไม่เหมือนใคร ยังไม่เคยมีใครเขียนในภาษาของเรา
หรือเขียนในสิ่งที่ทำให้คนขำหรือช็อคเวลาได้อ่่าน
6.มีภาพประกอบที่เตะตา
วิธีนี้ เราอาจจะวาดภาพประกอบขึ้นมาเอง หรือทำเป็นการ์ตูนก็ได้
โพสต์ของเราจะดึงดูดผู้อ่านได้มากขึ้น
วิธีนี้ เราอาจจะวาดภาพประกอบขึ้นมาเอง หรือทำเป็นการ์ตูนก็ได้
โพสต์ของเราจะดึงดูดผู้อ่านได้มากขึ้น
7.เขียนเป็นลิสต์
ก็คือ วิธีที่เราทำในเอนทรี่นี้นั่นเอง พวก 10 วิธีในการ....8วิธีในการ ....
ส่วนใหญ่แล้ว มันจะน่าสนใจมากขึ้น
และส่วนใหญ่ คนชอบอ่านหัวข้อที่เป็นลิสต์ค่ะ ไม่ว่าคนไทยหรือคนต่างประเทศก็เหมือนกัน
เพราะฉะนั้น หัวข้อที่เขียนด้วยวิธีนี้จึงเป็นที่นิยม
ก็คือ วิธีที่เราทำในเอนทรี่นี้นั่นเอง พวก 10 วิธีในการ....8วิธีในการ ....
ส่วนใหญ่แล้ว มันจะน่าสนใจมากขึ้น
และส่วนใหญ่ คนชอบอ่านหัวข้อที่เป็นลิสต์ค่ะ ไม่ว่าคนไทยหรือคนต่างประเทศก็เหมือนกัน
เพราะฉะนั้น หัวข้อที่เขียนด้วยวิธีนี้จึงเป็นที่นิยม
8.เขียนเกี่ยวกับความคิดเห็นที่คุณมีแตก ต่างจากคนหมู่มาก
สิ่งที่ทำให้อะไรก็ตามน่าสนใจขึ้นมา ก็เป็นเพราะว่ามันแตกต่างจากสิ่งอื่นๆอย่างชัดเจน
การที่คุณมีความคิดเห็นแตกต่างจากคนอื่นนั้น จะทำให้เกิดการถกเถียงขึ้น
สิ่งที่ทำให้อะไรก็ตามน่าสนใจขึ้นมา ก็เป็นเพราะว่ามันแตกต่างจากสิ่งอื่นๆอย่างชัดเจน
การที่คุณมีความคิดเห็นแตกต่างจากคนอื่นนั้น จะทำให้เกิดการถกเถียงขึ้น
9.เขียนข้อเท็จจริงที่ได้รับการเรียบเรียง
หลายครั้งที่ข้อเท็จจริงต่างๆเหล่านี้ กระจัดกระจายอยู่หลายๆเว็บไซต์
เช่นบทความในการ รีวิวสินค้าชนิดใดหนิดหนึ่ง คุณอาจจะเขียนรวบรวมขึ้นมา
แล้วทำเป็นโพสของคุณ โดยใส่ความคิดเห็นของคุณเข้าไปด้วย
หลายครั้งที่ข้อเท็จจริงต่างๆเหล่านี้ กระจัดกระจายอยู่หลายๆเว็บไซต์
เช่นบทความในการ รีวิวสินค้าชนิดใดหนิดหนึ่ง คุณอาจจะเขียนรวบรวมขึ้นมา
แล้วทำเป็นโพสของคุณ โดยใส่ความคิดเห็นของคุณเข้าไปด้วย
10.เขียนโพสต์เกี่ยวกับไอเดียในการ เขียนบล็อคใหม่ๆ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)